http://www.saiyaithum.com
Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  บทสวดมนต์  องค์เทพพราหมณ์ (ฮินดู)  พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม 84 ปาง  ติดต่อเรา
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
Menu
วัดป่าบ้านหนองหัวหมู
สำนักสงฆ์ทองคายนิมิต
หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ
การศึกษาธรรมะ
ร่างเปิด
ประสบการณ์ทางจิต
« May 2013»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 14/12/2007
ปรับปรุง 16/05/2013
สถิติผู้เข้าชม388,555
Page Views517,965
 ร่างเปิด > ลักษณะอาการร่างเปิดมาก

ลักษณะอาการร่างเปิดมาก

ลักษณะอาการร่างเปิดมาก

    ร่างกายของคนเราประกอบด้วย ธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อร่างกายของคนเราเปิดออก ส่วนใหญ่จะเปิดที่รูทวารทั้งห้า แต่ที่นี้เราจะพูดถึงร่างส่วนใหญ่จะเปิดออกระหว่างหน้าผาก และระหว่างกลางศีรษะผู้ปฏิบัติจะสามารถมองเห็นว่าร่างเปิดมากหรือเปิด น้อย หรือสิ่งที่เป็นพลังงานในอีกมิติหนึ่ง เช่น เทพ ,สิ่งศักดิ์สิทธิ์,วิญญาณ เมื่อท่านเหล่านี้เห็นเข้าในบางองค์และบางวิญญาณก็อยาก จะจับจองเป็นร่างของตนเอง ก็พยายามจะเข้าร่างอยู่เสมอตลอดเวลา
    เพราะท่านเหล่านี้ไม่มีกายขันธ์ เป็นเพียงธาตุอากาศ (เทพ ,สิ่งศักดิ์สิทธ์ เป็นธาตุอากาศชั้นสูง ส่วนวิญญาณเป็นธาตุ อากาศไม่บริสุทธิ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า อยู่ในระดับชั้นที่ต่ำกว่าองค์เทพ เราจึงควรรู้ว่าลักษณะอาการองค์เทพเวลาสื่อผ่านร่างเป็น ลักษณะอาการแบบใด, วิญญาณเข้าร่างเป็นแบบใด เพราะวิญญาณป่วยหรือตายด้วยโรคใดมาสื่อเข้าร่างเปิด จะมีอาการตาม วิญญาณเหล่านั้นไปด้วยตลอดจนอุปนิสัย คงเคยได้ยินคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า (ผีห้ามอยู่กับคนเป็นเดี๋ยวจะเป็นป่วย) เราจำเป็นต้องศึกษาปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เพื่อจะได้ทราบวิธีปกป้องร่างได้อย่างถูกต้องให้มากที่สุด ไม่หลงเชื่อในจิต วิญญาณเกเรมาโกหก หลอกลวงเอาร่างของท่านไปใช้ในทางไม่เกิดกุศลใดๆ เลย เป็นผลเสียต่อร่างได้ แต่ถ้าเป็นอาการเทพมาสื่อประทับผ่านร่างควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร ถึงจะถูกต้องให้เกิดความเจริญก้าวหน้าต่อไป

เราควรทราบกันก่อนว่าร่างเปิดมากๆ แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง เช่น

   (1) ถ้าเกิดเป็นองค์เทพมาสื่อประทับผ่านร่างหรืออยู่ใกล้ๆ บริเวณรอบๆ ตัวเราและอาจอยู่ในสถานที่เราอยู่ขณะนั่น ท่านไม่มีกายขันธ์เหมือนมนุษย์เราท่านจึงเป็นธาตุอากาศชั้นสูง ตามบารมี (เป็นพลังงานที่มีพลังจิตสูง) ผู้ที่มีร่างเปิดมากๆ จะ สามารถรับสื่อพลังงานจากภายนอกได้ดีกว่าบุคคลธรรมดาหรือถ้าเกิดเป็นองค์เทพและรวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย สามารถมอง เห็นและล่วงรู้ได้ว่าบุคคลนี้เป็นร่างเปิดที่มีบุญบารมีพอที่จะมีดวงตาเบาบางจากกิเลส (เป็นผู้สมควรฝึกได้ในทางปฏิบัติดีปฏิบัติ ชอบในทางธรรม มีความเมตตาหรือพรหมวิหาร 4 ) ขัดเกลาอีกไม่นานก็สามารถเป็นผู้เจริญด้วยธรรม เกิดประโยชน์ทั้งต่อตน เองและบุคคลอื่น สรรพสัตว์ อื่นๆ
     สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสามารถมองเห็นแสงบารมีธรรม ความมีน้ำใจ พอที่จะฝึกต่อไปได้ในพุทธศาสนา จากด้านหน้าของ หน้าผากของท่าน เมื่อเห็นแล้วเหล่าองค์เทพ ต่างต้องการอยากจะมาสร้างบารมีด้วยเพื่อเผยแผ่ธรรมให้เกิดกุศลผลบุญไปพร้อม กับผู้ที่เป็นร่างเปิดให้เป็นหนึ่งอันเดียวกันแต่ถ้าไม่ใช่บารมีคู่กันมาอาจจะไม่สามารถจับจองสื่อผ่านร่างเปิดได้ตลอด อาจสามารถ สื่อผ่านเข้าร่างเราได้ไม่นาน ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ร่างเปิดใหม่ๆ ต้องมีน้ำอดน้ำทนให้มาก เพราะกายขันธ์ของเราจะมีอาการในแต่ ละครั้งเมื่อมีองค์เทพมาสื่อเพื่อจะลงผ่านร่าง 


     เมื่อหลังจากร่างเปิดแล้วเมื่อไปสถานที่ใดๆ ก็ตามควรอ่อนน้อมถ่อมตน(เคารพสถานที่บอกกล่าว ฝากตัวให้สิ่งศักดิ์ สิทธิ์ในสถานที่นั้นๆ เมตตาคุ้มครองช่วยเหลือ ให้ถือว่าเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง ไม่ได้มาถ้าท้ายเอาแต่ใจใดๆ เลย) ทุกๆ สถานที่ ที่ผู้เป็นร่างเปิดเดินทางไปสถานที่ใดๆ ก็ตาม เช่น บ้าน ศาล ตลาด ถนนหนทาง แม่น้ำ หมู่บ้านต่างๆ องค์เทพจะมาสื่อลงเราตลอด ทางที่องค์เทพพบเห็นเรา หรือมีอาการเกิดเกือบทั้งวัน เป็นเพราะว่าองค์เทพจะเที่ยวมาสื่อลงผ่านร่างเพื่อทักทาย พูดคุยด้วยใน หลายๆ เรื่อง ตลอดเวลาในช่วงร่างเปิดใหม่ค่ะ
    ให้กล่าวระลึกในใจว่า ขอบพระทัยที่มาสื่อประทับผ่านร่างคอยดูแล ลูกขอให้ร่างของลูกมีอาการเป็นปกติ แล้วกล่าว อวยพรให้องค์เทพเจริญบารมีในทางธรรมสำเร็จมรรคผลนิพพาน อายุมั่นขวัญยื่นยิ่งๆ ขึ้นไป อาการก็จะเป็นปกติ แต่อาการก็จะ เป็นปกติอยู่ได้ไม่นานนัก คือ อาการจะเป็นปกติไม่เกิน 10 นาที บ้างก็ 20 -30 นาที บ้างก็ 1 ชม. บ้างก็เพียงแค่ 5 นาที เท่านั้น ก็จะกลับมาเป็นอาการอย่างเดิมอีก คือ อาการเหมือนจะเป็นลมเซซ้ายเซขวา แต่ไม่มาก จนคิดว่าจะล้มลงไปจะไม่สามารถ พยุงตัวได้ แต่ก็สามารถพยุงตัวเองได้เหมือนเดิม และมีอาการเหมือนจะมึนๆ ลอยๆ ที่เก๋จะชอบเรียกว่า หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม และมีอาการเบลอๆ การเดินก็เหมือนเราเดินบนคลื่นน้ำแต่จริงๆ แล้วเราก็เดินบนพื้นตามปกติเรานั้นแหละค่ะ แต่ผู้เป็นร่างจะรู้สึก ได้ในตัวเองว่ามีอาการแบบนี้อยู่ในขณะนั้น ก็จะมีองค์เทพตามสถานที่ต่างๆ ลงมาสื่อด้วยอีก อาการก็จะกลับมาเป็นอีกเพราะเป็น อาการที่เทพสื่อมายังร่างนะคะ เพราะร่างเปิดใหม่ๆ อาจจะยังควบคุมสติและสมาธิจิต หรือพลังจิตไว้ได้ไม่มากพอ แต่หากยังมีอาการอีก เมื่อกล่าวจบในใจแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นเลย ให้ใช้คำบริกรรมว่า พุธ โธ หรือตามจริตที่ชอบ บริกรรมภาวนาในใจอยู่สักครู่ อาการก็จะเป็นปกติตามเดิม จะหายจากอาการที่สื่อมาจากองค์เทพ เพราะท่านได้รับรู้จากการระลึก จิตในการอวยพรนั้นแล้ว หรือการได้ปฏิบัติบริกรรมภาวนา พุท โธ หรือตามจริตตนที่ชอบ ด้วยในชั่วครู่นั้นแล้ว ก็จะกลับออกไป ยังที่อยู่ของพระองค์ตามเดิมค่ะ


   หากอาการยังเกิดเป็นมาอีก ก็ให้ระลึกจิตอวยพรให้องค์เทพ สลับกับการระลึกบริกรรมภาวนาตามจริตตนเองได้เลยค่ะ ให้ฝึกสลับไปมา หากชำนาญแล้วอาการก็จะหายเป็นปกติได้ไม่นานเกิน 1 เดือนหรือ 3 เดือน ที่เป็นค่ะ หากเรารู้วิธีแล้วก็ไม่น่า กลัวเลยค่ะ
   ด้วยเหตุที่ว่า เก๋ได้เคยแนะนำบอกกล่าว คนที่เป็นในลักษณะอาการเช่นนี้มาก่อน แล้วนำไปฝึกใช้แล้วเกิดผลได้ดีที เดียวค่ะ เพราะเก๋เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน และหาวิธีแก้ไขก็พบว่าใช้ได้ผลดีค่ะ เพราะว่า องค์เทพท่านอยากจะปฏิบัติทันทีเมื่อสื่อเข้าร่างเราได้ จะเป็นแบบนี้ทุกที่ ที่เดินทางไปก็ให้ทำแบบนี้ตลอดไป เมื่อท่านมาสื่อจนกว่าผู้เป็นร่างเปิดใหม่จะชำนาญด้านกระแสจิตก็สามารถสื่อด้วยกระแสจิตได้เลยทันที อาการก็จะดีขึ้นเป็นปกติ หรือแทบไม่เกิดเพราะท่านจะมาสื่อพูดคุยด้วย ผ่านทางกระแสจิตแทนค่ะ เลยไม่ต้องมาสื่อลงร่าง เพื่อให้รู้ว่าท่านมาสื่อด้วยผ่านร่าง หากร่างใหม่ๆ ยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ชำนาญในเรื่องกระแสจิตก็จะมีอาการเกิดขึ้นทางกายขันธ์ เพราะเป็นสื่อมา เพื่อให้ร่าง รับทราบรับรู้ว่า ท่านมาสื่อด้วยในขณะนี้ เป็นต้น
    พลังจิต ที่เกิดความบริสุทธิ์ภายในจิตใจ ดำเนินชีวิตได้ในทางสายกลางอย่างชัดเจนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ฝึกสมาธิ สวดมนต์ ทำทาน เมตตาทาน เป็นประจำ ให้เกิดศีล สมาธิปัญญา เข้าใจในหลักสัจธรรมความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ยึดติดกายขันธ์ ข้าวของเงินทอง รู้จักเสียสละ มีน้ำใจ ละตัณหา รัก โลภ โกรธ หลง เป็นผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้น ดวงตาเบาบางจากกิเลส ถึงมองเห็นก็ได้แต่มองดูรู้ ว่าเห็น แต่ไม่ได้นำมายึดติดหมายมั่นทำให้เป็นทุกข์ กลับนำเอาสิ่งที่มองดูรู้เห็นมาปรับปรุงตนเองดูกิเลสตนเองเป็นหลัก

    (2) ถ้าเกิดเป็นวิญญาณมาสื่อเข้าร่างหรืออยู่ใกล้ๆ บริเวณรอบๆ ตัวเราและอาจอยู่ในสถานที่เราอยู่ขณะนั่น ท่านเหล่า วิญญาณทั้งหลายไม่มีกายขันธ์เหมือนมนุษย์เราวิญญาณจึงถือว่าเป็นธาตุอากาศไม่บริสุทธิ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า อยู่ในระดับชั้นที่ต่ำ กว่าองค์เทพ (เป็นพลังงานที่มีพลังไม่บริสุทธิ์เพราะถือว่ายังมีกิเลสฝ่ายต่ำ)
    ผู้ที่มีร่างเปิดน้อยจนถึงเปิดมาก จะสามารถรับสื่อพลังงานจากภายนอกได้ดีกว่าบุคคลธรรมดาหรือถ้าเกิดเป็นท่านเหล่า วิญญาณทั้งหลาย ก็จะสามารถมองเห็นแสงบารมีกระแสแห่งบุญที่เปล่งแสงรอบๆ ตัว หรือแถวบริเวณหน้าผากเราและล่วงรู้ได้ว่า บุคคลนี้เป็นร่างเปิดที่มีบุญบารมีพอที่จะเป็นผู้สามารถช่วยเหลือให้ได้หลุดพ้นทุกข์ เพื่อจับกระแสบุญได้ไปในภพภูมิที่ดีกว่า เพื่อต้อง การรับการแผ่อุทิศผลบุญทาน การปฏิบัติให้ได้หลุดพ้นทุกข์ในสถานที่นั้น เวลานั้น ภพภูมิที่เป็นอยู่นี้
   จนสามารถหลุดพ้นทุกข์ ในสถานที่นั้น เวลาขณะนั้น แค่ช่วงเวลาหนึ่ง หรือไปเกิดใหม่ได้ก็ถือว่าเป็นการช่วยให้หลุดพ้น ทุกข์ไปได้ในระดับหนึ่ง ไม่ยากเลย เราก็สามารถทำบุญหรือแผ่เมตตาอุทิศผลบุญบอกกล่าวให้เขารับทราบแล้ว ระลึกบอกกล่าวให้ ออกจากร่างเราไป เราจะทำบุญส่งแผ่เมตตาเป็นกระแสแห่งเมตตาจิตไปให้ เมื่อเขาได้รับกระแสเมตตาจิต ด้วยเพียงการระลึกจิต แผ่เมตตาไปให้ทันทีในช่วงเวลานั้น ที่มาสื่อเข้าร่างเราหรือวิญญาณที่อยู่ในบริเวณสถานที่นั้นๆ ที่เราสื่อมองเห็นก็ดี หรือวิญญาณมา ทำให้เห็นก็ดี เพียงได้ยินเสียงก็ดี


   เราสามารถใช้การแผ่เมตตาออกมาจากใจจริงที่คิดช่วยให้เขาพ้นทุกข์ด้วยเมตตาอันบริสุทธิ์ ก็จะสามารถช่วยให้วิญญาณ ท่านนั้นพ้นทุกข์ไปได้ช่วงหนึ่ง..ด้วยการกล่าวแผ่เมตตาระลึกในใจว่าขอให้วิญญาณท่านที่มาสื่อลงร่างนี้หรือเหล่าวิญญาณที่อยู่ ณ บริเวณ นี้ทั้งหลาย ให้ได้รับกระแสแห่งผลบุญ ทาน รักษาศีล ปฏิบัติ ด้วยบารมีทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้สร้างสมปฏิบัติมาในทุกภพทุกชาติ ส่งหนุน ให้ท่านวิญญาณหายเจ็บหายปวด หายโรคหายภัย ทุกข์ทรมานในสิ่งที่ประสบอยู่นี้ ให้หายดี ไปเกิดในภพที่เจริญมีกินมีใช้ไม่ลำบากขัดสน ไปเกิดในแดนที่เจริญด้วยธรรม สามารถปฏิบัติสำเร็จมรรคผลต่อไปด้วยเถิด เจริญสาธุ
    เมื่อวิญญาณท่านนั้นที่เข้าร่างเราอยู่หรืออยู่ในบริเวณนั้นๆ เมื่อได้รับกระแสบุญบารมีกระแสเมตตาจากใจที่คิดให้เขาพ้นทุกข์ ด้วยใจจริงแล้ว เขาก็จะค่อยๆ ออกจากร่างเราไป ถือว่าเป็นทางออกและวิธีที่ง่ายสำหรับทุกคนสามารถทำได้ค่ะ แล้วเราและท่านเหล่า วิญญาณก็จะปลาบปลื้มดีใจที่เราได้รับรู้ช่วยเหลือและเป็นการไม่สร้างกรรมต่อกัน ช่วยเหลือด้วยเอาความเมตตาจริงใจที่ต้องการให้เขา หลุดพ้นทุกข์จริงๆ
   สามารถใช้วิธีแผ่เมตตาจิตให้เหล่าท่านวิญญาณทั้งหลายที่มาสื่อเข้าร่างเวลาหลับได้เช่นกันที่เขา เรียกว่า ผีทับเวลานอน หลับหรือผีอำ ในขณะนอนครึ่งหลับครึ่งตื่น มีอาการที่รู้สึกแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือขยับตัวไม่ได้ในเวลานั้น ส่วนใหญ่วิญญาณเหล่านี้ ต้องการให้ผู้ที่สามารถรับสื่อได้บ้างทั้งที่รู้ตัวเองบ้างและยังไม่รู้ตัวเองบ้าง เพราะบางคนมีกระแสแห่งการทำบุญมามาก ก็สามารถที่จะมี แรงบุญช่วยเหล่าวิญญาณได้


   เหล่าวิญญาณที่เห็นก็จะรู้ถึงกระแสแห่งบุญในตัวของบุคคลนั้นได้ จึงพยายามมาทำให้รู้ว่าเขาทุกข์ทรมานอยู่ตรงนี้มาเป็น เวลานานแล้วอยากจะให้ช่วยเหลือ เพื่อออกไปจากที่นี้ หรือไปเกิดใหม่ อยากกินอาหาร หิวบ้าง ทรมานทั้งกายทั้งใจ อยู่ในสถานที่นี้ทำ เป็นเสียงให้ได้ยินบ้าง ทำเป็นประตูเปิดปิดบ้าง ทำให้มีของตกหล่นลงมาบ้าง พยายามทำแล้วก็แล้วก็ไม่มีคนเห็น คนไหนที่สามารถพอจะสื่อได้ หรือเพียงมีกระแสจิตเมตตามีบุญทั้งที่ไม่มีสื่อมาเลย ก็จะทำการแทรกเข้าคนนั้นในเวลานอน หลับอยู่เพราะเป็นช่วงที่สื่อได้ดีเช่นกันหรือเข้าร่างคนที่สามารถพอจะลงได้และมีกระแสบุญเปิดทางบ้างเพื่อให้คนๆ นั้น รับทราบรับรู้ว่ามี วิญญาณทนทุกข์ทรมานอยู่ในที่นี้ ก็เหมือนที่บอกให้แผ่เมตตาก่อนเลยขั้นแรก เพราะถือว่าเป็นวิธีแรก(วิธีที่ 1) ที่ดีที่สุดสำหรับวิญญาณ และตัวเราเพื่อไม่สร้างกรรมต่อกันไป
     ให้พยายามแผ่เมตตาให้วิญญาณท่านนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับกระแสบุญได้เพียงพอดีแล้วก็จะค่อยๆ ออกไปเอง ด้วย การจับกระแสจิตของผู้แผ่เมตตาให้ด้วยความจริงใจ ก็จะยิ่งออกไปเร็วมากขึ้นจะได้รับกระแสบุญได้เต็มที่ สำหรับคนที่แผ่เมตตาเมตตา ด้วยความเต็มใจไม่โกรธท่านเหล่าวิญญาณนั้นๆ ที่มาเข้าทำให้เราไม่เป็นปกติเกิดอาการลุกไม่ได้ ตื่นขึ้นมาไม่ได้ เกิดอาการเจ็บ หายใจ ลำบาก อื่นๆ เป็นการไม่สร้างกรรมต่อกันเพราะเราเป็นผู้ให้ ความเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก
     หากวิญญาณไม่ยอมรับกระแสเมตตาจากเรา ก็ยังมีวิธีอีก เป็นวิธีที่ 2 ไม่อยากจะแนะนำเท่าไหร่ เพราะจะเกิดกรรมขึ้นมา เป็นสัญญากรรมเกิดขึ้นทางจิตใจ วิญญาณอาจจะโกรธแค้นเราได้เพราะวิญญาณจะคิดว่าเราจะทำร้ายวิญญาณนั้น เพื่อขับไล่ให้ออกไป จากร่างนี้ เพราะเป็นพระคาถาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เหล่าวิญญาณจึงเกรงกลัวแต่ละบทสวดมากทำให้เกิดอาการเจ็บปวดทรมานเกิดขึ้นมา แต่ถือว่าแนะนำเพื่อใช้ในการป้องกันตนเอง ด้วยการสวดมนต์เพื่อป้องกั้นตนเอง ด้วยบทสวด พุทโธ หรือสวดว่า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ให้สวดไปเรื่อยๆ จนกว่าวิญญาณที่เข้าร่างจะออก เพราะถือว่าเป็นคำสวดที่สูง เหล่าวิญญาณจะ กลัวและรีบหาทางออกไป
   

   แต่วิธีนี้จะเป็นการทำให้วิญญาณเจ็บทรมานไปอีก ทำไมต้องกล่าวอย่างนี้ คือว่าเมื่อวิญญาณเจอบทสวดมนต์ก็จะเกิดความ กลัวและเจ็บปวดทรมานและรีบหาทางออกแทบไม่ทัน จนทำให้หาทางออกไปไม่เจอ เลยพยายามดิ้นรนหาทางออก เกิดบีบรัดทรมานอยู่ ในตัวเจ้าของร่าง เลยทำให้ร่างกายที่ดวงจิตวิญญาณสื่อผ่านกายขันธ์ ยิ่งทำให้เจ้าของร่างทรมานเจ็บปวดเหมือนวิญญาณได้ ก่อนจะพบ ทางออกไป
    วิธีที่ 2 นี้จึงไม่แนะนำมาก หากทำหลังจากวิธีแรก(วิธีที่1)ได้จะเป็นการดีกว่า วิธีที่ 2 นี้ ถือว่าเป็นการป้องกันตนเองค่ะ อยากจะแนะนำวิธีแรกมากกว่า การแผ่เมตตาเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้ท่านวิญญาณได้จับกระแสแห่งบุญค่อยๆ ทำการออกมาเอง จะไม่มี กรรมต่อกันเป็นการสร้างบุญไปด้วยอีกทาง
    การไปที่ไหนก็ดี สถานที่ใดก็ดี หากผู้เป็นร่างเปิดใหม่ ร่างทรงก็ดี หรือคนธรรมดาทั่วไปก็ดี ผู้ฝึกปฏิบัติก็ดี หากไม่แน่ใจ ว่าจะมีสิ่งใดมากระทำต่อเรา หรือคิดร้ายต่อเราแอบแทรกลงร่างก็ดี ผู้เป็นร่างหรือคนธรรมดาทั่วไปก็ดี ก็น่าจะบอกกล่าวระลึกในสิ่งดีๆ เพื่อเป็นการเปิดทางให้แก่ตนเอง ระลึกบอกกล่าวด้วยความเคารพ ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในสถานที่นั่น ช่วยเปิดทางและเมตตาต่อเรา
ตัวอย่าง เช่น เราควรจะไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน และระลึกบอกกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในสถานที่นั่น ขอให้ท่านเมตตา ดูแลให้ถือว่าเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง ที่มาอาศัยอยู่ด้วยในช่วงระยะหนึ่ง และทำการแผ่เมตตาถวายผลบุญให้ท่านแล้วจะได้อยู่อย่างสบาย ใจ สงบสุขได้

  บทสวดมนต์เราอาจจะใช้บทแบบง่ายๆ เช่น ตั้งนะโม 3 จบ แล้วสวดอาราธนาศีล ๕ , สมาทานศีล 5, พระพุทธคุณ , พระธรรมคุณ , พระสังฆคุณ, กรณียเมตตสูตร (แบบย่อ) , แผ่เมตตา หรือจะนั่งสมาธิ (กรรมฐาน) ด้วยก็จะเป็นการดี เรามาดูตัวอย่าง บทสวดกันเลยค่ะ

คำบูชาพระบรมศาสดา (นะโม ตัสสะฯ) 3 จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า,พระองค์นั้น
อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส,
สัมมาสัมพุทธัสสะ, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,

คำอาราธนาศีล 5
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะฯ
( ถ้าคนเดียวเปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง เปลี่ยน ยาจามะ เป็น ยาจามิ )

คำแปล อาราธนาศีล 5
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอศีล 5 ประการ พร้อมด้วยไตรสรณคมน์ เพื่อประโยชน์แก่การรักษาเป็นข้อๆ ไป

คำสมาทานศีล ๕
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิฯ

พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา, เพราะเหตุอย่างนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ,
อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส,
สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,
วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ,
สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี,
โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง,
อะนุตตะโร เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้
ปุริสะทัมมะสาระถิ, อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า,
สัตถา เทวะมะนุสสานัง ,เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม,
ภะคะวาติ, เป็นผู้มีความจำเริญ,จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์,ดังนี้,

พระธรรมคุณ
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว,
สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง,
อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล,
เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด,
โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ, เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน, ดังนี้,

พระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ,
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด , ปฏิบัติตรงแล้ว,
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ,
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว ,
ยะทิทัง , ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ ,
จัตตาริปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ ,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
นั่นแหละ สงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า,
อาหุเนยโย , เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ,
ปาหุเนยโย , เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ,
ทักขิเณยโย , เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ,
อัญชะลีกะระณีโย , เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี ,
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ,
เป็นเนื้อนาบุญของโลก,ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ ,

กะระณียะเมตตะสูตร(สวดแล้ว เทวดารักษา ภูตผีปีศาจ ไม่มารบกวน กลับกลายเป็นเมตตาช่วยเหลือมาแทนที่)

กรณียเมตตสูตร (แบบย่อ) ดังนี้
เมตตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อธิฏเฐยยะ พัรหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ทิฏฐัญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะหิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุ นะเรตีติฯ

ประวัติความเป็นมาของพระคาถากรณียเมตตสูตร 

กะระณียะเมตตะสูตร (สวดแล้ว เทวดารักษา ภูติผีปีศาจไม่มารบกวน ให้ความรักช่วยเหลือเมตตาดี )
    เรื่องมีว่า เมื่อสมัยหนึ่งจวนเข้าพรรษา ภิกษุจำนวนหนึ่งกราบทูลลาพระพุทธเจ้า เพื่อไปอยู่จำพรรษาในป่าลึกแห่งหนึ่งเหล่ารุกข เทวดาคิดว่าพระคุณเจ้าคงพักชั่วคราว ไม่กี่วันก็จะไป จึงพากันลงมาอยู่บนพื้นดินเพื่อถวายความเคารพแก่พระสงฆ์แต่เมื่อรู้ว่าพระคุณเจ้า จะอยู่ที่ป่านี้ตลอดพรรษา
   จึงได้มาปรึกษากันว่าพวกเราเห็นจะต้องไล่พระคุณเจ้าท่านไปเสีย ไม่เช่นนั้นจะลำบากมากที่ต้องมาอยู่บนพื้นดินอย่างนี้ จึง ได้พร้อมใจกันคอยหลอกหลอนภิกษุที่นั่งกรรมฐานอยู่ใต้ต้นไม้บ้าง อยู่ในที่พักบ้าง จนพระคุณเจ้าท่านอยู่ไม่เป็นสุข เพราะเกิดความกลัว ผีที่คอยมาหลอกหลอนกันตลอดเวลาในช่วงที่อยู่ในป่านั้น จึงตกลงกันกลับไป เฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ
พระพุทธองค์ตรัสว่า พวกเธอมิได้เอาอาวุธติดตัวไปด้วย จึงถูกผีหลอกหลอน เมื่อกราบทูลถามว่าอาวุธชนิดไหนพระองค์ก็ตรัสว่า อาวุธคือความเมตตา ว่าแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงสวดกรณียเมตตสูตร ให้ฟัง แล้ว มีพุทธบัญชาให้กลับไปยังป่านั้นอีกครั้ง และให้สวดทันที ที่เดินเข้าป่า และให้สวดทุกวัน
   ภิกษุเหล่านั้นก็ทำตามพุทธโอวาท บรรดาผีสางทั้งหลายได้ยินบทสวด ก็มีจิตใจอ่อนโยน รักใคร่ในพระสงฆ์ไม่มาหลอกหลอน อีก ทำให้ท่านสามารถอยู่ในป่าได้อย่างผาสุก พระภิกษุได้สัปปายะเจิรญธรรมสำเร็จอรหันตผลถ้วนทั่วกัน ด้วยเหตุที่ว่าเนื้อหาของบทสวดเป็นการแผ่เมตตาให้ความรัก ปรารถนาดีแก่เหล่าเทวดาในป่าและแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งท่าน ก็จะมีไมตรีจิตตอบกลับมาและถวายการอารักขาให้ผาสุกกัน จึงกลายเป็นธรรมเนียมว่าเมื่อผ่านศาลเจ้าที่เทพารักษ์หรือไม้วนัปติ ที่มีชน นับถือพึงให้ภิกษุเจริญสามีจิกรรมเจริญเมตากรียสูตร บ้างเรียกมนต์ขับผี เป็นมนต์ที่เมตตาแก่เหล่าเทวดาและเหล่าวิญญาณ ปัจจุบันนำไปสวดรวมกับเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน เวลาเข้าไปนอนป่าในที่ไม่คุ้นชินทำให้นอนหลับง่ายและช่วยทำให้จิตสงบได้

สัปปายะ คือ เกื้อกูลเหมาะกัน สิ่งที่เหมาะกัน สิ่งที่เกื้อกูลกัน ช่วยในการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิเกิดความตั้งมั่น สงบนิ่ง ไม่เสื่อมถอย
วนัปติ [วะนับปะ] น. ไม้ใหญ่, พญาไม้; ผีเจ้าป่า
สามีจิกรรม คือ การชอบ , กิจชอบ , การกระทำที่สมควร , การแสดงความเคารพ

คำแผ่เมตตาแก่ตน
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจ
รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

คำแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกัน และกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจาก ทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

    คำแผ่เมตตา สามารถแผ่เมตตาที่เราเอามาจากใจจากความรู้สึกที่คิดให้ผู้อื่นมีความสุขก็ได้ สำหรับคนที่ไม่ถนัดในบาลี ตัวอย่าง เช่น ลูกชื่อจริง นามสกุล ชื่อเล่น ได้มาพักอาศัยอยู่ในสถานที่นี้ ขอให้เจ้าที่เจ้าทางและเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีบ้านผีเรือน เจ้าป่าเจ้าเขา ก็ดี ที่ดูแลอยู่ในสถานที่นี้ จงโปรดเมตตาอนุญาตให้ลูกเข้ามาพักอาศัย อยู่ในเขตสถาน ที่ท่านปกปักรักษาคอยดูแลอยู่นี้ ลูกจะมาพักอยู่สักระยะ
หนึ่ง ขอให้ทุกๆ พระองค์ได้โปรดเมตตาคุ้มครองดูแลลูกคนนี้ ให้ถือว่าเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง ขอให้ทุกๆ พระองค์ทรงมีแต่ความสุขความ เจริญ พระอายุมั่นขวัญยืน เจริญด้วยทิพย์บารมี ปฏิบัติสำเร็จมรรคผลกลับสู่แดนนิพพานด้วยเถิด เจริญสาธุ เป็นต้น
    หากวิญญาณเหล่านี้ไม่เดือดร้อนจริงๆ ก็คงจะไม่มาพึ่งเรา หากคิดในแง่กลับกันเอาใจเขามาใส่ใจเรา พิจารณาดูว่า หากเราเป็น วิญญาณท่านนั้น ไม่มีคนเห็นช่วยเหลือเราได้เลย เราคงจะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อีกนานเช่นกัน
   

   นี้แหละ คือ การคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราดู แล้วเราจะรู้ว่าทำไม เราต้องช่วยวิญญาณเหล่านั้นให้พ้นทุกข์ ด้วยการแผ่เมตตา อุทิศกระแสบุญส่งให้ เพื่อความหลุดพ้นทุกข์ในเวลานั้น และเพื่อเป็นการฝึกสร้างกระแสเมตตาจิตไปด้วย ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากกว่าตนเอง คนใดที่บอกว่าเจอวิญญาณเข้าร่าง เป็นคนดวงตกจิตอ่อน เรื่องนี้ไม่จริงนัก หากพิจารณาแล้วถือว่าบุคคลนั้น เป็นบุคคลที่มีกระแสบุญ เพราะเหล่าวิญญาณเชื่อว่าจะสามารถพึ่งผู้ที่มีบุญได้ จึงได้เข้าร่างเพื่อให้รับทราบว่าต้องการให้ช่วยและผู้ที่ถูกเข้าร่าง ก็จะสามารถรับรู้ได้ว่า วิญญาณ องค์เทพ สวรรค์ นรก บาป บุญ คุณโทษ มีจริง ทำให้เราได้รับรู้รับทราบว่า เราจะต้องรีบเร่งปฏิบัติสร้างบารมี บุญทาน ศึกษาในพระธรรม สัจธรรมความจริงที่ประสบอยู่ให้เจริญ ออกไป เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ขันธ์ 5 ธาตุ 4
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยขันธ์ 5 เรียกว่า เบญจขันธ์ คือ
รูป คือ คนเราประกอบด้วยรูปขันธ์ คือ ธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
-ธาตุดิน หมายถึง สิ่งที่มีลักษณะแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก เป็นต้น
-ธาตุน้ำ หมายถึง ส่วนที่เป็นของเหลวในร่างกายทั้งหมด เช่น น้ำลาย น้ำมูก น้ำตา เหงื่อ เป็นต้น
-ธาตุลม หมายถึง ลักษณะที่พัดไปมาของร่างกาย เช่น ลมหายใจเข้าออก ลมที่อยู่ในท้อง ลมที่อยู่ในลำไส้
-ธาตุไฟ หมายถึง สิ่งที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไฟที่คอยเผาผลาญพลังงานให้หมดไป


เวทนา (เวทนาขันธ์) ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจ ความรู้สึกเป็นสุข เรียกว่า สุขเวทนา ความรู้สึกเป็นทุกข์ เรียกว่า ทุกขเวทนา ความไม่ยินดี ยินร้ายหรือเฉยๆ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา
สัญญา (สัญญาขันธ์) ความจำได้หมายรู้ในสิ่งทั้งหลายที่ผ่านมาแต่ครั้งอดีต เมื่อในปัจจุบันอาจจะนำความจำได้มากระทำซ้ำๆ ลงไปอีกเหมือน เช่นเดิม แล้วแต่จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
สังขาร (สังขารขันธ์) องค์ประกอบของจิตหรือคุณสมบัติของจิต มีเจตนาเป็นตัวปรุงแต่งจิตให้คิดดีชั่ว เป็นตัวกำหนดให้ทำกรรมดีหรือชั่ว เรียก รวมว่าเป็นเครื่องปรุงจิต เป็นเครื่องปรุงความคิด เป็นเครื่องปรุงของกรรม
วิญญาณ (วิญญาณขันธ์) ความรู้แจ้งอารมณ์ที่เข้ามากระทบทางประสาททั้ง 5 และทางใจ คือ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้ สัมผัสทางกายและการรู้อารมณ์ทางใจ

ขันธ์ คือ กอง,หมวด,หมู่

    ในที่นี้ทำไมต้องกล่าวถึงเรื่อง ขันธ์ 5 ธาตุ 4 เพื่อให้ผู้ที่สามารถสื่อสัมผัสพิเศษได้หรือมีอาการร่างเปิด ผู้ที่เป็นร่างทรงก็ดี ผู้ที่มี ร่างเปิดรับสื่อสัมผัสพิเศษได้(ซิกเซนส์ สัมผัสที่ 6 ) ผู้ที่กำลังฝึกปฏิบัติหรือเคยฝึกปฏิบัติพอรู้มาแล้วบ้าง ในระดับใดระดับหนึ่ง พร้อมผู้ที่ยังไม่ เคยศึกษารู้เรื่องมาก่อน ก็สามารถนำไปพิจารณาเริ่มฝึกได้เช่นกัน เป็นต้น เพื่อนำไปฝึกพิจารณาประกอบในการไม่ยึดติดในกายขันธ์
   ไม่ว่าจะเป็นความสุขความทุกข์ที่เกิดมีในจิตใจหรือกายสังขารก็ดี ควรหมั่นพิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอน การเกิด ดับ ในแต่ ละครั้ง นำเรื่องอสุภะมาพิจารณา ตามแนวทางคำสอนพระพุทธองค์ท่านให้ไม่ประมาทในความตาย เป็นการฝึกสติเพื่อรู้เท่าทันในกายขันธ์และ กิเลส เป็นการฝึกความเมตตาเสียสละ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและต่อตนเอง เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้พบเห็นและสามารถนำความรู้ไปแนะนำ บอกกล่าว ให้รู้ตามแนวทางคำสอนพระพุทธองค์ท่าน
    ถือว่าเป็นการสร้างบุญกุศลต่อสรรพชีวิต แต่ขั้นต้นหากตนเองปฏิบัติได้จริงเข้าใจได้อย่างชัดเจน จะสามารถนำความรู้ที่ฝึกปฏิบัติให้ เข้าถึงองค์ธรรม สามารถแนะนำบอกกล่าวได้อย่างถูกต้องต่อไป หากผู้ใดที่ทราบหรือสังเกตตนเองได้ว่าเป็นร่างรับสื่อได้และร่างเปิดแล้วก็น่าจะ ศึกษาเรื่องขันธ์ 5 ธาตุ 4 ไว้เพื่อเป็นแนวทางต่อไปค่ะ


 
By ชมรม สายใยธรรม.  
Copyright 2005-2013 All rights reserved.
view